Archive

Posts Tagged ‘thai language’

Bangkok Podcast

June 20, 2011 1 comment

I headed down to Bangkok last weekend to do a podcast with the dashing fellows from Bangkok Podcast, Greg and Tony.  We had a good time and they had some พิซซ่า.

Check it out here.


Advertisements

LTfaWG – Why study with me?

May 20, 2010 2 comments

I realize that while I have created a number of resources here, much of it isn’t very useful for a beginner that doesn’t know where to begin.  So I’m offering myself to you, dear readers.

Reading is ez!  It takes 1-2 weeks to go through the alphabet and all the tone rules, however, it will take a bit of regular practice before you are able to fully master/internalize everything.   From there we start reading the Wimpy kid books. We start easy with captions and go back and forth with that while drilling essential phrases until you can handle longer passages.  Then I keep feeding you useful language bits while you keep reading and working out the class/tone rules until you no longer need to think about them. I supply you with flashcards with audio for everything so you can review it.

Once you are ready for longer passages, we jump around in the Wimpy Kid books with you reading while I create flashcards for the more useful phrases and tell you what things mean. After you have a decent vocab and have begun to figure out how the language works, you can go off on your own or you can cut back your time spent with me and we can go through the whole book together.

It works slightly better in person because the internet in Thailand isn’t what I would call reliable, but via the magic of skype or google voice/vid chat distance really isn’t much of an obstacle.

Key Points/Strategies in my Method –

  • No Textbooks
  • No Phonetics/Transliteration
  • Only Authentic Material that is Interesting (Wimpy Kid books!)
  • SRS Flashcards (So you can’t forget)
  • No Word Lists
  • Fun Super-Useful Phrases (ie – 100 sentence project)
  • No Pressure
  • More Bang  for your Baht

Kids these days – Transcript

December 2, 2009 Leave a comment

ทางโค้งจิตวิทยาเพื่อวัยรุ่น

ก็ชื่อคอลัมน์ว่าทางโค้งจิตวิทยาเพื่อวัยรุ่น “ให้โอกาสลูกทำในสิ่งที่ชอบ” เค้าบอกว่าวัยรุ่นสมัยนี้เป็นวัยที่ต้องการอิสระ ไม่ชอบกฏเกณฑ์และการเกลียด  เกลียดการถูกบังคับทุกรูปแบบ ฉะนั้นการจะเป็นผู้ปกครองหรือเป็นพ่อ แม่ ก็ต้องระมัดระวังการตั้งกฏเกณฑ์ในการบังคับให้เค้าทำสิ่งใดๆมากเกินไป จะต้องให้อิสระ ให้เค้าคิดเอง แล้วก็ตัดสินใจเอง โดยที่มีเรานะเป็นคนดูแลเค้าอย่างใกล้ชิดเพราะว่าถ้าเกิดพ่อแม่ชี้แนะแนวทางแล้วก็บังคับให้เค้าทำนะ มันจะทำให้เค้ากดดันแล้วก็ทำในสิ่งที่ผิดไปเลยก็จะทำให้ไม่ดี ฉะนั้นก็อย่าลืมว่ายุคสมัยมันเปลี่ยนไป อย่าทำอะไรที่พึงพอใจแต่พ่อแม่อย่างเดียวเท่านั้น ต้องให้เค้าได้ทำในสิ่งที่เค้ารัก เพื่อเปิดโอกาสให้เค้าพัฒนาตัวเองมากขึ้น

Nickname – Transcript + Breakdown

October 21, 2009 1 comment

ฉายา ก็คือเป็นลักษณะของคำ ที่เหมือนเป็นชื่ออีกชื่อหนึ่งที่ใช้เรียกคน อย่างเช่น สมมติว่า บู๋นะเป็นคนตลก หัวเราะง่าย อย่างปกติเดินเข้าคณะ เดินเข้าไปในห้องแลปปุ๊บ!ก็หัวเราะโดยที่ไม่มีสาเหตุ เสร็จแล้ว ก็เป็นอย่างงี้ทุกวัน ทุกวัน จนพี่ที่ห้องแลปเค้าก็เลยบอกว่า เออ!เนี่ยบู๋นะต้องกินกัญชาอะไรมาแน่เลย ทำไมมันหัวเราะทุกวันเลย แล้วพอมาวันนี้ พอบู๋จะเดินออกจากห้องแลป บู๋ก็บอกว่า “ไปแล้วนะค่ะพี่ๆ บ๊ายบาย ” อย่างเงี่ย พี่คนหนึ่งก็พูดขึ้นมา “จะกลับแล้วเหรอบู๋เชิญยิ้ม”อย่างเงี่ย คือเหมือนเป็นฉายาหนึ่งที่ตั้งแบบลักษณะของคน ที่เด่นๆของคนคนนี้ว่าเค้ามีลักษณะแบบไหน แล้วก็ให้ชื่อคนนั้นไป อันนี้คือคำว่าฉายา ของบู๋ก็มีฉายาว่าบู๋เชิญยิ้ม ซึ่งตอนแรกมีมาตั้งแต่สมัยเรียนป.ตรีแล้ว มีเพื่อนเคยเรียก แต่ไม่มีใครเรียกมานานแล้ว เพราะจบไปแล้วไง อืม…แล้วพอมาเรียนป.โท ไม่คิดว่าจะมีคนเรียก ตกใจเลยนะ หันไป ทำไมเค้าถึงเรียกอย่างเงี่ย แล้วเค้าก็บอกว่า ก็บู๋หัวเราะได้ทุกวัน จบ

ฉายา nickname

ก็คือ well, it’s..

เป็นลักษณะของคำ it’s a ลักษณะ of a word

ที่เหมือนเป็น thats the same as

ชื่ออีกชื่อหนึ่ง another name

ที่ใช้เรียกคน that’s used to call someone

อย่างเช่น For example…

สมมติว่า let’s assume that..

บู๋นะเป็นคนตลก I’m kinda funny

หัวเราะง่าย and I laugh easily

อย่างปกติ as usual

เดินเข้าคณะ I’m going into my faculty

เดินเข้าไป I walk into ..

ในห้องแลป the lab and

ปุ๊บ! ก็หัวเราะ bam (suddenly), I start laughing

โดยที่ไม่มีสาเหตุ without really having a reason…

ก็เป็นอย่างงี้ทุกวัน and so it goes like this every day

ทุกวัน every day

จน until

พี่ที่ห้องแลป a พี่ from my lab..

เค้าก็เลยบอกว่า He goes and says….

เออ!เนี่ยบู๋นะต้องกินกัญชาอะไรมาแน่เลย Jeez Boo, you must be smoking something..

ทำไมมันหัวเราะทุกวันเลย why are you always laughing?

แล้วพอมาวันนี้ and then this one day comes…

พอบู๋จะเดินออกจากห้องแลป and as soon as I’m walking out of the lab…

บู๋ก็บอกว่า I say…

“ไปแล้วนะค่ะพี่ๆ บ๊ายบาย ”  I’m heading out.  Cya.

อย่างเงี่ย like this

พี่คนหนึ่งก็พูดขึ้นมา and my พี่ yells out…

“จะกลับแล้วเหรอบู๋เชิญยิ้ม” Leaving already บู๋เชิญยิ้ม ? (<—ฉายา)

อย่างเงี่ย like that

คือเหมือนเป็นฉายาหนึ่ง  its like a nickname

ที่ตั้งแบบลักษณะของคน that is based on the characteristics (personality and/or physical)

ที่เด่นๆของคน that stand out

คนนี้ว่า and as for me (this person..)

เค้ามีลักษณะแบบไหน what am I like?

แล้วก็ให้ชื่อคนนั้นไป well, I was given that name

อันนี้คือคำว่าฉายา this is ฉายา

ของบู๋ก็มีฉายาว่าบู๋เชิญยิ้ม and my ฉายา is บู๋เชิญยิ้ม

ซึ่งตอนแรกมีมาตั้งแต่สมัยเรียนป.ตรีแล้ว which started up while I was in college..

มีเพื่อนเคยเรียก some friends used to call me that

แต่ไม่มีใครเรียกมานานแล้ว but nobody has used it in a while

เพราะจบไปแล้วไง ’cause I’ve already graduated…

อืม…  yea…

แล้วพอมาเรียนป.โท and then I started studying for my masters..

ไม่คิดว่าจะมีคนเรียก and I didn’t think anybody would call me that (anymore)

ตกใจเลยนะ its kinda surprising

หันไป looking back

ทำไมเค้าถึงเรียกอย่างเงี่ย why did they call me that?

แล้วเค้าก็บอกว่า Well, I’d say it’s because

ก็บู๋หัวเราะได้ทุกวัน I laugh every day.

จบ That’s it.

เอา – To want/to take – Transcript

September 30, 2009 Leave a comment

Thai basic lesson 1 “  เอา ”

  • เอาโค้กไหม  เอา (อ่ะ) O.K.
  • เอาปากกาไหม  ฮื๊อ….ไม่เอา (ไม่เอา)
  • เอาดินสอไหม  ไม่เอาเหมือนกัน (ไม่เอา ทำไม)
  • เอาทิชชู่ไหม  เอาก็ได้ (Yes)
  • เอาตังค์ไหม  อึ๊ ฮื๊อ เอา   (เอาเท่าไหร่) เอาหมดเลย   (เออ!ไม่ให้ดีกว่า) เอ๊า!

เอา / ไม่เอา

The Moat – Transcript w/ Breakdown

September 30, 2009 5 comments

The moat around Chiang Mai.

(The Moat) แปลว่าคูเมืองเหรอ (อือ) คูเมืองก็เกิดจากที่เมื่อสมัยอดีตก่อนจะสร้างเมืองเชียงใหม่ มันจะเป็นกำแพงเมือง กำแพงเมืองก็จะสร้างเป็นสี่เหลี่ยมเพื่อล้อมรอบเมืองเอาไว้ แต่ว่าปัจจุบันนี้มันก็เลยกลายเป็นสัญลักษณ์หรือเอกลักษณ์ของเชียงใหม่ ก็คือลักษณะมันก็จะเป็นสี่เหลี่ยมงี้(ทำมือประกอบ) มันก็จะมีมุม มุมแต่ละมุม ฮ้า!….พูดดังๆ มุมแต่ละมุมก็จะเรียก แจ่ง แล้วมันก็จะมีชื่อเรียก แจ่งศรีภูมิ แจ่งอันนั้นอันนี้ แต่บู๋จำได้แจ่งเดียวคือแจ่งศรีภูมิ แล้วก็ลักษณะมันก็คือจะเป็นคู เป็นกำแพง แล้วก็รอบๆกำแพงมันก็จะมีน้ำอยู่รอบๆเลย เพื่อที่? เมื่อก่อนเค้าเรียกว่า ยุธศาสตร์ การที่จะสร้างเมืองอยู่ข้างในก็คือมีกำแพง แล้วก็มีแม่น้ำนะ เพื่อจะให้ศัตรูเข้ามาได้ยาก เข้ามาในเมืองได้ยาก แหน่!คือยุทธศาสตร์การป้องกันเมือง มันก็เลยทำให้มีลักษณะที่เป็นแม่น้ำอยู่รอบๆกำแพง แต่ปัจจุบันนี้กำแพงมันก็เป็นแค่ซากปรักหักพังก็คือมันไม่ ไม่เป็นกำแพงล่ะ แต่ก็จะพอดูออกว่ามันเป็นสี่เหลี่ยม แล้วมันก็จะเป็นวงวน คือเป็น เป็นตัวเมือง ตัวเมืองของเชียงใหม่ก็คือบริเวณคูเมืองนี่แหละ (อืม) แหล่งสำคัญต่างๆ วัดวาอารามต่างๆ ก็คือจะอยู่ในเนี่ยเกือบหมดเลย อืมฮือ!แล้วก็คูเมืองมันจะมี อ่า…เค้าเรียกอะไร ? ที่มันมีน้ำรอบๆนะ เวลาช่วงสงกรานต์ซึ่งเป็นวันที่? เทศกาลหนึ่งของประเทศไทย เค้าก็จะมาเล่นน้ำกันที่คูเมือง สนุกมากกก เพราะว่าคนเค้าก็จะมาเล่นกันเต็มเลย เอาน้ำตรงนั้นแหละมาเล่น แต่น้ำมันไม่ค่อยจะสุนทรีย์เท่าไหร่ คือค่อนข้างจะสกปรกอะไรอย่างเงี่ย ต้องมาลองเอง แต่สนุกจริงๆ มีทุกปีเลย ช่วงเทศกาล เมษา เดือนเมษา จบล่ะ

********************************************************************************************************
Breakdown

The Moat

แปลว่าคูเมืองเหรอ – That means “moat” right?

(อือ) – uh-huh

คูเมืองก็ – So the/a moat…

เกิดจาก – was built (came from)

ที่เมื่อสมัยอดีตก่อน – back (in the past) when

จะสร้างเมืองเชียงใหม่ (they) were building the city of Chiang Mai

มันจะเป็นกำแพงเมือง – It is a city wall.

กำแพงเมืองก็ – and city walls/the city wall

จะสร้างเป็นสี่เหลี่ยม was built with 4 walls

เพื่อล้อมรอบเมืองเอาไว้ – in order to surround the city

แต่ว่าปัจจุบันนี้ – but now (presently)

มันก็เลยกลายเป็นสัญลักษณ์ – has become something that symoblizes

หรือเอกลักษณ์ของเชียงใหม่ – or unique that is ‘Chiang Mai’

ก็คือลักษณะมัน – well so its like this..(it has the following characteristics)

ก็จะเป็นสี่เหลี่ยมงี้ – so its 4 sided

(ทำมือประกอบ) – ::indicates/illustrates with hands::

มันก็จะมีมุม – it has corners…

มุมแต่ละมุม and it has these corners…

ฮ้า!…พูดดังๆ hah ..oh speak up?

มุมแต่ละมุมก็จะเรียก so these corners are called ‘แจ่ง’

แล้วมันก็จะมีชื่อเรียก and they each have a name

แจ่งศรีภูมิ (name of แจ่ง)

แจ่งอันนั้นอันนี้ this แจ่ง and that แจ่ง

แต่บู๋จำได้แจ่งเดียว but the only one I remember…

คือแจ่งศรีภูมิ is แจ่งศรีภู (name)

แล้วก็ – and so

ลักษณะมันก็คือจะเป็นคู it is a canal (has the characteristics of a canal)

เป็นกำแพง – with walls

แล้วก็รอบๆกำแพงมันก็จะมีน้ำอยู่รอบๆเลย

เพื่อที่? why/for what purpose?

เมื่อก่อนเค้าเรียกว่า – they used to call it…

ยุธศาสตร์ strategy

การที่จะสร้างเมือง the building of a city

อยู่ข้างในก็คือมีกำแพง – inside of walls

แล้วก็มีแม่น้ำนะ – and there is also water

เพื่อจะให้ศัตรูเข้ามาได้ยาก – to make it difficult for enemies to get in

เข้ามาในเมืองได้ยาก – yea to make it hard for them to get inside

คือยุทธศาสตร์การป้องกันเมือง – so it is a strategy (used) to protect the city

มันก็เลยทำให้มีลักษณะที่เป็นแม่น้ำอยู่ – which made use of water

รอบๆกำแพง – surrounding the walls

แต่ปัจจุบันนี้ – but now (presently/these days)

กำแพง the wall

มันก็เป็นแค่ is just

ซากปรักหักพัง ruins/remnants

ก็คือมันไม่ – well, it isn’t..

ไม่เป็นกำแพงล่ะ it isn’t really a wall

แต่ก็จะพอดูออกว่ามันเป็นสี่เหลี่ยม and it looks like a square

แล้วมันก็จะเป็นวงวน which encircles (encloses)

คือเป็น เป็นตัวเมือง – the city

ตัวเมืองของเชียงใหม่ – the heart of Chiang Mai

ก็คือบริเวณคูเมืองนี่แหละ which is the คูเมือง (lit. canal [of] city – used to refer to the area inside the moat)

(อืม) – ya/uh-huh

แหล่งสำคัญต่างๆ – and is the main source of…

วัดวาอารามต่างๆ – a number of temples

ก็คือจะอยู่ในเนี่ยเกือบหมดเลย – well, most of them are in this area

อืมฮือ! – oh yea!

แล้วก็คูเมืองมันจะมี – the moat also has…

อ่า…เค้าเรียกอะไร ? – uh..what’s it called?

ที่มันมีน้ำรอบๆนะ – the thing that is surrounded by water…

เวลาช่วงสงกรานต์ซึ่งเป็นวันที่? – during the Songkran festival…

เทศกาลหนึ่งของประเทศไทย which is a festival in Thailand

เค้าก็จะมาเล่นน้ำกันที่คูเมือง – everybody (they) come to play at the moat

สนุกมากกก – It is soooo fun!

เพราะว่าคนเค้า – because everybody..

ก็จะมาเล่นกันเต็มเลย comes out to play

เอาน้ำตรงนั้นแหละมาเล่น – and it’s that (the moat’s) water that they use

แต่น้ำมันไม่ค่อยจะสุนทรีย์เท่าไหร่ but the water isn’t all that attractive (aesthetic)

คือค่อนข้างจะสกปรกอะไรอย่างเงี่ย – it is actually pretty dirty

ต้องมาลองเอง – You need to see it for yourself.

แต่สนุกจริงๆ – But it is really fun.

มีทุกปีเลย – They have it every year.

ช่วงเทศกาล เมษา เดือนเมษา During the break in April.

จบล่ะ – That’s it.

Fight with Friend – Transcript

September 22, 2009 3 comments

ก็มีตอนประมาณป.5 ครั้งนั้น(น่า)จะเป็นคาบวิชาส.ป.ช. พ่อบู๋เป็นคนสอนเอง และพ่อบู๋ก็เป็นครูประจำชั้น แต่วันนั้นพ่อไม่ว่าง พ่อก็เลยบอกว่าให้อ่านหนังสือกันเพราะว่าใกล้สอบแล้ว บู๋ก็เลยนั่งอ่าน จับกลุ่มกับเพื่อน 3 คน ก็เป็นเพื่อนผู้หญิงหมด เพื่อน 2 คนเป็นคนตอบแล้วบู๋เป็นคนทาย บู๋ก็จะถามแบบ สมมติว่าอ่า……สมัยกรุงสุโขทัยอะไรๆ อย่างงี้ แล้วเสร็จแล้วเพื่อนก็ต้องตอบ ถูกไหม แล้วจะมีเพื่อนผู้ชายคนหนึ่ง มันจะแกล้งบู๋ทุกวัน ทุกวันจริงๆ แล้วมันก็ไม่เคยเข็ดหลาบ วันนั้นมันก็ยืนอยู่ข้างหลังบู๋แล้วก็คอยบอกใบ้ให้เพื่อน ว่าตอบ ก. ข. ค. ง. อะไรอย่างเงี่ย บู๋ก็สงสัยว่า เอ๊ะ!ทำไมเพื่อนตอบถูกหมดเลย บู๋ก็เลยหันไป อ๋อ!ไอ้นี่บอก บู๋ก็เลยหันไปบอกว่า เตือนครั้งที่ 1 อย่างงี้ แล้วเสร็จแล้วบู๋ก็ทายเพื่อนต่อ แล้วไอ้นี่ก็แอบบอกอีก บู๋ก็บอกเตือนครั้งที่ 2 จะไม่มีครั้งที่ 3 นะโดนแน่ แล้วเสร็จแล้วมันก็ทำอีก บู๋ก็เลยครั้งที่ 3 หันไป ไม่พูดสักคำ ต่อยท้อง ต่อย บู๋จำไม่ได้ว่าต่อยหรือบู๋แทงเข่า แต่บู๋จำได้ว่ามันทรุดลงไปแล้วก็นิ่ง คือมันร้องไห้ แต่มันร้องไห้ไม่ออก เสียงมันไม่ออกไง คือมันจุกเหมือนจะตายนะ แล้วบู๋ก็แบบไม่สนใจ สักพักหนึ่งบู๋ก็เอ๊ะ!ทำไมเสียงมันเงียบไปนาน บู๋ก็เลยก้มลงไป คือมันเหมือนแบบ เหมือนคนนิ่งอย่างเงี่ย คือแล้วมันพูดไม่ได้นะ จุกมาก บู๋ก็เลยลุกขึ้นไปแล้วก็อุ้มขึ้น เป็นผู้ชายนะแต่บู๋เป็นผู้หญิง บู๋ก็อุ้มแล้วก็เขย่าตัว พอมันมีเสียงบู๋ก็ปล่อยมันทิ้งไว้อย่างงั้นแหละ แล้วสักพักหนึ่งมันก็ร้องไห้ๆ ไป แล้วพ่อบู๋ก็เดินเข้าในห้อง แล้วก็สั่งงานให้ทำอะไรอย่างเงี่ย แล้วพ่อก็แบบได้ยินเสียงคนร้องไห้ไง พ่อก็ถามว่าใครร้องไห้เงี่ย เค้าก็มองไป ด.ช.ณัชชัย เป็นอะไร ทำไมร้องไห้ ก็ไม่มีใครกล้าตอบสักคนเลยนะ เพราะเพื่อนกลัวบู๋ไง เพื่อนก็ไม่กล้าตอบ แต่มีอยู่คนหนึ่ง ลุกขึ้นมา “ไอ่บู๋ต่อยมันครับ” แล้วเสร็จแล้ว พ่อบู๋ก็ไม่รู้จะพูดอย่างไง พ่อบู๋ก็หันมากำลังจะว่าบู๋ บู๋ก็ลุกขึ้นมาแล้วบอกว่าเพราะอะไรทำไมบู๋ถึงต่อยเค้า แต่ตอนนั้นบู๋พูดไป ร้องไห้ไปไง เพราะบู๋โกรธที่แบบพ่อกำลังจะว่าบู๋เงี่ย คือบู๋นะไม่ยอม เพราะบู๋ไม่ผิดเงี่ยบู๋ก็เถียงๆๆๆ สุดท้ายพ่อก็เลยบอกว่างั้นก็อยู๋กันเงียบๆแล้วกัน อย่าทะเลาะกันแล้วพ่อก็เดินออกไปนอกห้อง แล้วสรุปเพื่อนคนนั้นมันก็ไม่กล้าแกล้งบู๋อีกเลยนะ(ช่วงนั้น) แต่มันก็ยังไม่เข็ดนะ หลังๆมามันก็แกล้งอีกเหมือนเดิม มันเจอบู๋ถีบไปหลายทีล่ะ (แล้วช่วงนี้ต่อยบ้างไหม) ช่วงนี้เหรอ วันนั้นจะต่อยแล้ว (ใครล่ะ) พนักงานขายร้านซุปเปอร์มาเก็ตแห่งหนึ่ง(เออ!อีกเรื่องหนึ่งเน้อะ) ได้ ได้